กว่า 25 ปีที่ครูอ้อนทำงานด้านการศึกษา ครูอ้อนมีความตั้งใจอยากก่อตั้งโรงเรียนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กๆ มีความสุข เบิกบาน เป็นธรรมชาติ และมีประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง เพราะครูอ้อนพบว่าตลอดเวลาที่เธอได้เล่าเรียน การศึกษากลับเป็นเรื่องยาก ไม่สนุก เน้นแต่การสอบให้ได้คะแนนดีๆ เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ ผู้เรียนจึงต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก เมื่อก่อตั้งโรงเรียนเอง ครูอ้อนจึงอยากให้รูปแบบการศึกษาในโรงเรียนแห่งนี้เป็นการสอนแบบ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียน ไม่ใช่ท่องจำเพื่อสอบแล้วก็ลืม
เมื่อครูอ้อนเริ่มเปิดโรงเรียนระดับประถมศึกษา เธอได้เชิญคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มผู้ปกครอง ที่อยากให้ลูกเรียนต่อในระดับประถมและเพื่อนๆ ที่สนใจด้านการศึกษา มาช่วยกันแสดงทัศนะว่าการศึกษาที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร ทำให้ครูอ้อนได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการศึกษา ยิ่งเมื่อได้ร่วมปฏิบัติธรรมกับพระอาจารชยสาโร ท่านก็ได้เมตตาอธิบายให้ฟังอีกว่า หลักการพัฒนามนุษย์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนี่แหละคือหลักการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์ที่สุดที่เกิดขึ้นในโลกนี้
เมื่อทำการศึกษาอย่างจริงจัง ครูอ้อนพบว่าการศึกษาที่ดีคือการนำชีวิตมาเป็นตัวตั้ง ซึ่งการศึกษาพุทธปัญญาสามารถตอบโจทย์นี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะการศึกษาแนวนี้สามารถพัฒนาชีวิตให้สมดุลได้ทั้งภายนอกและภายใน ครูอ้อนจึงลองจัดการศึกษารูปแบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่า ‘วิชาชีวิต’ โดยยึดหลักการที่ว่า ‘ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต’ ที่เน้นเอาบทเรียนในชีวิตมาผสมผสานให้เข้ากับเนื้อหาในรายวิชาต่างๆ เพื่อทำให้บทเรียนทั้งหมดเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด และในที่สุดครูอ้อนก็ได้ค้นพบหลักที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาพุทธปัญญา4 หลัก ดังนี้
การศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่การสอนให้เด็กๆ รู้จักโลกภายนอก หรือข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเรียนรู้โลกภายในจิตใจของพวกเขา ซึ่งครูผู้สอนเองก็ต้องพร้อมที่จะพัฒนาตนไปกับนักเรียนด้วย ผ่านการรู้จักตนเองตามหลักเพียร 4 ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักเก็บรักษาสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีไว้ และปรับแก้สิ่งที่ผิดพลาดเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ขึ้น
นอกจากนี้ผู้เรียนยังต้องรู้จักการเป็นที่พึ่งเแห่งตน ครูอ้อนจึงเน้นให้เด็กๆ ได้ฝึกทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ด้วยตนเองตั้งแต่ยังอยู่ชั้นอนุบาล เพื่อต่อไปพวกเขาจะสามารถดูแลตนเองได้ และเด็กๆ ทุกคนยังต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เรียนรู้ที่สมบูรณ์ เต็มศักยภาพทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจและปัญญา พร้อมจะเป็นผู้ตอบแทนบุญคุณผู้ปกครองและคุณครูที่คอยดูแลพวกเขามาตั้งแต่เล็กจนโต
โดยบทเรียนที่เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาที่ทอสี คือ ‘วิชาเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ ซึ่งเป็นการบูรณาการวิชาการต่างๆ เข้ากับชีวิต ทำให้เด็กๆ เห็นว่าชีวิตของพวกเขามีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และผู้คนรอบตัวอย่างไร การกระทำของเขาส่งผลต่อคนรอบตัวและสิ่งรอบข้างเสมอ บทเรียนเหล่านี้ชวนให้เด็กๆ ได้ย้อนกลับมาดูการกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อโลกและสังคมรอบตัวพวกเขาอย่างจริงจัง เพื่อต่อไปเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกนี้ให้ดีขึ้นเพื่อคนรุ่นหลังๆ ต่อไป
ครูอ้อนเชื่อว่า หากสิ่งที่เด็กเรียนรู้ที่บ้านมีความสอดคล้องกับสิ่งที่โรงเรียนสอน เราจะเห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน ผู้ปกครองจึงไม่ควรสร้างความสับสนให้ลูก เมื่อหาโรงเรียนให้ลูก ก็ควรศึกษาโรงเรียนให้หลากหลาย ทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละโรงเรียนอย่างจริงจัง เพื่อหาข้อสรุปว่าโรงเรียนใดมีวิธีการสอนที่สอดคล้องกับครอบครัวและวิถีชีวิตของผู้ปกครองที่สุด
สำหรับโรงเรียนทอสี หลังจากผู้ปกครองตัดสินใจส่งเด็กๆ มาเรียนที่นี่แล้ว ผู้ปกครองจะเข้าใจหลักการของโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่พวกเขาจำเป็นต้องลงมือปฏิบัติตามแนวทางเหล่านั้นไปพร้อมกับโรงเรียนด้วย ตนเองจะได้เห็นผลของแนวทางของทอสีจริงๆ และสามารถ ‘แสดงโลก’ แบบเดียวกับที่โรงเรียนแสดงให้เด็กๆ เข้าใจอย่างถ่องแท้
นอกจากนี้ครูอ้อนมองว่า ผู้ปกครองยังควรฝึกให้เด็กๆ ดูแลตนเองให้เป็นตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อพวกเขาจะได้มีศรัทธาในตัวเองจนเกิดเป็นความเคารพตัวเองต่อไป และที่สำคัญผู้ปกครองควรฝึกฝนให้พวกเขาเป็นเด็กที่มีวินัย ต่อไปพวกเขาจะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างสังคมที่สงบสุขและร่มเย็น
“การทำงานกับคน ไม่มีวันที่เราจะสบายใจได้ว่าจบแล้ว สำเร็จแล้ว ดีที่สุดแล้ว มันมีขึ้นมีลง การเป็นครูเป็นอาชีพที่ดูผลงานไม่ค่อยได้ แต่ให้เราดูที่ตัวงานว่างานคือผล ผลที่เกิดขึ้นกับเรา ผลที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่มาเกี่ยวข้อง”
“ที่ว่างานคือผล คืองานที่ทำด้วยความตั้งอกตั้งใจ ด้วยการเสียสละ ด้วยสติปัญญา ด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณา สิ่งเหล่านี้คือผล เราทำด้วยความขยัน เราก็ได้ความขยันเป็นผล เราทำด้วยความเสียสละ เราก็ได้ความเสียสละเป็นผล เราทำด้วยสติปัญญา เราก็ได้สติปัญญาเป็นผล” นี่คือคำสอนที่พระอาจารย์ชยสาโรสอนครูอ้อน “การทำงานจริงๆ แล้วจึงเป็นเหมือนการพัฒนาชีวิต เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น เปรียบเสมือนการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง” นี่คือคำสอนที่พระเทพพัชรญาณมุนี (ท่านเจ้าคุณอาจารย์ชยสาโร) กล่าวกับครูอ้อน เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน
ต่อมา ครูอ้อนพบว่าผู้นำในการทำงานที่ดี ควรเป็นผู้นำที่ยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสำคัญ นั่นคือใส่ใจกับสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ไม่เห็นแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างสงบสุขยั่งยืน แม้ผู้นำจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า ก็ต้องกล้าที่จะขอโทษและให้อภัยเมื่อกระทำผิดพลาด ส่วนคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าก็ต้องกล้าที่จะตักเตือน รู้จักขอโทษและให้อภัยเช่นกัน
ต่อมา ครูอ้อนพบว่าผู้นำในการทำงานที่ดี ควรเป็นผู้นำที่ยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสำคัญ นั่นคือใส่ใจกับสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ไม่เห็นแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างสงบสุขยั่งยืน แม้ผู้นำจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า ก็ต้องกล้าที่จะขอโทษและให้อภัยเมื่อกระทำผิดพลาด ส่วนคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าก็ต้องกล้าที่จะตักเตือน รู้จักขอโทษและให้อภัยเช่นกัน
เมื่อได้ศึกษาพุทธศาสนามากขึ้น ครูอ้อนจึงเข้าใจแล้วว่า คนเราเกิดมาในชาตินี้ก็เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับตนเองและผู้อื่นควบคู่กันไป ที่สำคัญมนุษย์ทุกคนฝึกได้ จึงต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ เพื่อให้หลุดพ้นกิเลสในภายภาคหน้าด้วย
ครูอ้อนยังเชื่อด้วยว่ามนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วต่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นการศึกษาพุทธปัญญา จึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเคารพความเป็นมนุษย์ของทุกคน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเด็กกว่า โตกว่า หรือมีตำแหน่งแตกต่างจากเราเพียงใดก็ตาม เราควรฝึกเป็นผู้รับฟังความคิดเห็นของเขาอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อผู้คนรอบตัว กล้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนยามผู้อื่นทำผิดพลาด และไม่ลืมที่จะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีที่เป็นประโยชน์ที่สุด
เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องไม่จำนนต่อโชคชะตา เพราะคนเราสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้เสมอ หากเรื่องใดยังไม่เป็นไปดั่งใจ ก็ต้องรู้จักอดทน และหมั่นฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้นให้ได้ เมื่อทุกข์ก็ต้องรู้จักหาสาเหตุแห่งความทุกข์แล้วแก้ปัญหาให้ถูกจุด และอย่าลืมให้ความสำคัญกับศีล 5 และการสร้างสัมมาทิฏฐิในตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมนุษย์ที่ดี อันเป็นผู้สร้างสังคมที่มีความสุขต่อไปในอนาคต
สุดท้ายนี้ครูอ้อนมองว่า การศึกษาพุทธปัญญานั้นสามารถทำได้จริง เห็นผลจริง ไม่ล้าสมัยแต่กลับนำสมัย หรือเรียกได้ว่าสามารถใช้ได้ในทุกกาลเวลา เพราะนี่คือระบบการศึกษาที่สมบูรณ์ที่สุดที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนอย่างแน่นอน
ครูอ้อนมั่นใจว่าการศึกษาพุทธปัญญา คือหนทางแก้ไขปัญหาสังคมที่จะได้ผลสูงสุด นำมาซึ่งสันติภาพและสันติสุขอย่างยั่งยืนทั่งแก่ปวงชนชาวไทย และผู้คนทุกชาติ ทุกภาษา แก่ผืนแผ่นดินนี้ และแก่โลกของเรา